“ถ้าเป็นมะเร็งขึ้นมา ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่?” เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับชนิดมะเร็ง ระยะของโรค วิธีรักษา และที่สำคัญที่สุดคือ คุณรักษาที่ไหน บทความนี้จะพาไปดูตัวเลขจริงจากแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ เทียบโรงพยาบาลรัฐกับเอกชน แล้วชี้ให้เห็นว่าช่องว่างที่ต้องเตรียมใจอยู่ตรงไหน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจภาพรวมก่อน — มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ รายงานว่าคนไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ กว่า 140,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยราว 400 คนต่อวัน และเสียชีวิตจากมะเร็งราว 83,000 คนต่อปี โดยมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก

ค่ารักษามะเร็งแยกตามวิธีการรักษา

การรักษามะเร็งส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีเดียว แต่มักผสมหลายวิธีตามแผนของแพทย์ ลองดูช่วงค่าใช้จ่ายของแต่ละวิธีโดยประมาณ (อ้างอิงจากบทความประเมินค่ารักษาของ Chubb และ Allianz):

  • การผ่าตัด — ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมากตามตำแหน่งและความซับซ้อน ในโรงพยาบาลเอกชนมักเป็นหลักแสนบาทขึ้นไป
  • เคมีบำบัด (คีโม) — โดยประมาณ 50,000–100,000 บาทต่อรอบการรักษา โดยแต่ละรอบใช้เวลาราว 4–6 สัปดาห์ และมักต้องทำหลายรอบต่อเนื่อง
  • รังสีรักษา (ฉายแสง) — ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงราว 200,000 บาทต่อคอร์ส ขึ้นอยู่กับเทคนิคและจำนวนครั้ง
  • ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) — โดยประมาณ 50,000–300,000 บาทต่อเดือน และมักต้องใช้ต่อเนื่องหลายเดือน
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) — เป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ทั้งคอร์สอาจอยู่ในหลัก หลายล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้คือ “ต่อวิธี” หรือ “ต่อรอบ/ต่อเดือน” ไม่ใช่ทั้งหมด ในความเป็นจริงผู้ป่วยหนึ่งคนมักต้องใช้หลายวิธีรวมกัน ค่าใช้จ่ายจึงสะสมขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด

เทียบกันชัด ๆ: โรงพยาบาลรัฐ vs โรงพยาบาลเอกชน

ความต่างที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ “วิธีรักษา” แต่อยู่ที่ “สถานพยาบาล” โรงพยาบาลรัฐได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ค่ารักษาจึงต่ำกว่ามาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออัตราค่าฉายรังสีในเวลาราชการของศูนย์มะเร็งจุฬาฯ เทียบกับช่วงค่ารักษาแบบครบคอร์สในโรงพยาบาลเอกชน

ชนิดมะเร็ง / รายการโรงพยาบาลรัฐ (ค่าฉายรังสี ในเวลาราชการ)โรงพยาบาลเอกชน (ค่ารักษาโดยประมาณ ทั้งคอร์ส)
มะเร็งเต้านมฉายรังสี 3 มิติ ~84,500 บาท (2 มิติ ~69,300)~400,000–1,000,000+ บาท
มะเร็งปอดฉายรังสี 3 มิติ ~141,100 บาท (IMRT/VMAT ~197,600)~600,000–1,500,000+ บาท
มะเร็งปากมดลูกฉายรังสี 3 มิติ ~144,400 บาท~350,000–900,000+ บาท
มะเร็งต่อมลูกหมากฉายรังสี IMRT/VMAT ~182,400 บาทสูงตามแผนการรักษา
มะเร็งศีรษะและลำคอฉายรังสี 3 มิติ ~130,100 (IMRT/VMAT ~186,600)สูงตามแผนการรักษา

หมายเหตุ: ตัวเลขฝั่งรัฐคือ “ค่าฉายรังสีเฉพาะส่วน” ตามอัตราเวลาราชการของศูนย์มะเร็งจุฬาฯ ส่วนตัวเลขฝั่งเอกชนคือค่ารักษาโดยประมาณ “ทั้งคอร์ส” ที่รวมการผ่าตัด ยา ค่าห้อง และค่าแพทย์ จึงไม่ใช่การเทียบรายการเดียวกันโดยตรง แต่ช่วยให้เห็นภาพช่วงราคาที่แตกต่างกันมาก ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงตามแต่ละสถานพยาบาล

เพื่อให้เห็นภาพจริง LINE BK เคยเปิดตัวอย่างบิลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รักษาครบชุดในโรงพยาบาลรามาธิบดี — ตั้งแต่เจาะชิ้นเนื้อ ผ่าตัด ทำเคมีบำบัด 4 ครั้ง และฉายแสง 25 ครั้ง — รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 427,231 บาท และโดยรวมแหล่งข้อมูลเดียวกันประเมินว่าค่ารักษามะเร็งอาจอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 300,000 ถึง 8,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและวิธีการรักษา

ช่องว่างที่สิทธิรัฐมักไม่ครอบคลุม: ยานวัตกรรม

ต้องพูดให้เป็นธรรมก่อนว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดูแลการรักษามาตรฐานได้ดีจริง บัตรทองมีนโยบาย “มะเร็งรักษาทุกที่ (Cancer Anywhere)” และครอบคลุมการผ่าตัด เคมีบำบัด ฉายแสง รวมถึงยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ — เรื่องนี้เราเขียนถึงรายละเอียดไว้แล้วใน บัตรทองและประกันสังคม ครอบคลุมค่ารักษามะเร็งแค่ไหน

แต่จุดที่หลายคนเจอ “ส่วนต่าง” หนัก ๆ คือ ยานวัตกรรมนอกบัญชียาหลัก อย่างยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งราคาสูงมากดังที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อยาเหล่านี้อยู่นอกสิทธิ ผู้ป่วยที่อยากใช้ก็ต้องจ่ายเองเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนต่อเดือน ต่อเนื่องหลายเดือน

ข่าวดีคือสถานการณ์กำลังดีขึ้น — ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ผลิตยาเม็ดมุ่งเป้ารักษามะเร็งในประเทศได้สำเร็จ (ขึ้นทะเบียน อย. แล้ว) ซึ่งช่วยลดต้นทุนยาบางตัวลงได้อย่างมาก แต่นี่ครอบคลุมยาเฉพาะบางชนิดเท่านั้น ยานวัตกรรมอีกหลายตัวยังมีราคาสูงและอยู่นอกสิทธิพื้นฐานอยู่ดี

แล้วประกันช่วยเติมตรงไหน?

เมื่อเห็นตัวเลขแล้ว จะพบว่าช่องว่างทางการเงินของมะเร็งไม่ได้อยู่ที่ “รักษาฟรีหรือไม่ฟรี” แต่อยู่ที่ ทางเลือก เวลา และส่วนต่าง ประกัน 2 แบบเข้ามาเติมคนละช่อง:

  • ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย — จ่ายตามบิลค่ารักษาจริง ช่วยให้เข้าถึงโรงพยาบาลและยาที่ต้องการได้ เหมาะกับเรื่องยานวัตกรรมและการเลือกสถานพยาบาล เช่น AIA Health Happy ที่ให้ค่ารักษาเหมาจ่าย 1–25 ล้านบาทต่อปี
  • ประกันโรคร้ายแรง — จ่ายเป็น “เงินก้อน” ทันทีที่ตรวจพบโรคตามเงื่อนไข ไม่ต้องรอบิล เอาไปใช้ได้ทั้งค่ารักษาส่วนเกิน ค่าใช้จ่ายระหว่างทาง หรือชดเชยรายได้ที่หายไประหว่างพักรักษา เช่น AIA CI ProCare ที่จ่ายเงินก้อนสูงสุด 1,000% ของทุน หรือ AIA CI SuperCare ที่จ่ายเบี้ยจบใน 10/20 ปี

อยากเข้าใจความต่างของประกัน 2 แบบนี้ให้ลึกขึ้น ลองอ่าน ประกันโรคร้ายแรง vs ประกันสุขภาพ ต่างกันยังไง ก่อนตัดสินใจ

สรุป

ค่ารักษามะเร็งในไทย “แพงแค่ไหน” ไม่มีคำตอบเดียว — ในโรงพยาบาลรัฐด้วยสิทธิพื้นฐาน คุณจะไม่ล้มละลายจากการรักษามาตรฐาน แต่ถ้าต้องการยานวัตกรรม เลือกโรงพยาบาลเอกชน หรือลดเวลารอคิว ค่าใช้จ่ายจะกระโดดจากหลักแสนเป็นหลักล้านได้ง่าย ๆ และยังมีรายได้ที่หายไประหว่างรักษาซึ่งไม่มีสิทธิไหนชดเชยให้

คำถามที่ควรถามตัวเองจึงไม่ใช่ “รักษาฟรีได้ไหม” แต่เป็น “ถ้าวันนั้นมาถึง ฉันพอใจกับทางเลือกที่มี และรับภาระส่วนต่างได้ไหม” ถ้าคำตอบยังไม่ชัด มาคุยกันก่อนได้ ไม่มีการกดดัน เราช่วยดูว่าช่องว่างของคุณอยู่ตรงไหนและมีตัวเลือกอะไรบ้าง

ทักมาคุยกับมิ้ม